(อ่านแล้ว 5396 ครั้ง)
.jpg)
วันนี้ 7 พ.ย.2569 นายผดุง หน่องพงษ์ ประธานเครือข่ายพิทักษ์สังคม พร้อม นายเก่ง หนุ่มชาวกะเหรี่ยง เดินทางมาแจ้งความ ที่ สน.ดอนเมือง เพื่อร้องขอความเป็นธรรม หลังพ่อเสียชีวิตอย่างมีเงื่อนงำ ขณะทำงานก่อสร้างและทาสีบ้านในหมู่บ้านหรูย่านดอนเมือง ภายหลังมีปากเสียงกับนายจ้างเรื่องค่าแรง ก่อนจะพบว่าเสียชีวิตในช่วงเย็น โดยนายจ้างอ้างว่าถูกไฟฟ้าดูดขณะทำงาน นอกจากนี้ ลูกชายผู้เสียชีวิตยังอ้างว่าถูกลูกนายจ้างข่มขู่ไม่ให้ติดใจสาเหตุการเสียชีวิต พร้อมเตือนว่า หากสงสัยมากอาจได้ตายตามพ่อไป
.jpg)
นายเก่ง ลูกชายผู้เสียชีวิต เล่าว่า พ่อเป็นชาวเมียนมา ทำงานเป็นช่างทาสีให้กับนายจ้างรายนี้มานานกว่า 1 ปี ภายในหมู่บ้านหรูย่านดอนเมือง กระทั่งคืนวันที่ 30 ตุลาคม 2569 พ่อมีปากเสียงกับนายจ้างเรื่องค่าแรง ก่อนจะแยกย้ายกันไป ต่อมาเช้าวันที่ 31 ตุลาคม พ่อได้ขอเบิกค่าแรงอีกครั้ง แต่นายจ้างไม่มีเงินให้ จึงเกิดการทะเลาะกันขึ้นอีกครั้ง ก่อนที่พ่อจะกลับไปทำงานตามปกติ
กระทั่งเวลาประมาณ 17.00 น. ตนพยายามโทรศัพท์หาพ่อ แต่ไม่มีคนรับสาย เช่นเดียวกับแม่ที่พยายามติดต่อพ่อแต่ไม่สำเร็จ จึงโทรศัพท์สอบถามช่างปูกระเบื้อง ก่อนทราบว่าพ่อกำลังเร่งทำงานทาสีบ้านให้เสร็จ ต่อมาเวลาประมาณ 19.00 น. นายจ้างได้โทรศัพท์แจ้งแม่ว่า พ่อเสียชีวิตจากการถูกไฟฟ้าดูด และศพถูกนำส่งโรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดชแล้ว
เมื่อตนกับแม่รีบเดินทางไปโรงพยาบาลเพื่อดูร่างพ่อ กลับถูกนายจ้างห้ามไม่ให้เข้าไปดู โดยอ้างว่าจะจัดการเรื่องงานศพและเงินเยียวยาให้เอง อีกทั้งยังไม่อนุญาตให้เข้าไปตรวจสอบจุดเกิดเหตุ โดยให้เหตุผลว่าเกรงว่าบ้านที่กำลังก่อสร้างจะขายไม่ได้ เมื่อตนสอบถามพยานที่อยู่ในเหตุการณ์ 3 คน กลับพบว่าแต่ละคนให้ข้อมูลไม่ตรงกัน โดยลูกนายจ้างระบุว่าพ่อตกจากนั่งร้านเสียชีวิตลงมาบนพื้นดินด้านล่าง ส่วนคนงานอีกคนบอกว่าเดินสะดุดสายไฟล้ม ขณะที่นายจ้างอ้างว่าพ่อไปต่อไฟสปอตไลต์จนถูกไฟฟ้าดูดเสียชีวิต
.jpg)
ต่อมาในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 เมื่อศพพ่อมาถึงวัดย่านดอนเมือง ตนสังเกตเห็นรอยช้ำบริเวณลำคอ จึงเกิดความสงสัยและสอบถามลูกนายจ้างที่อยู่ในเหตุการณ์อีกครั้ง แต่กลับได้รับคำตอบในลักษณะข่มขู่ว่า “อย่าสงสัยอะไรมาก ถ้าสงสัยมาก ๆ เดี๋ยวจะได้ตายตามพ่อไป” พร้อมท้าให้ไปแจ้งความ โดยอ้างว่าพ่อของตนเป็นผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ ตำรวจไม่สามารถทำอะไรได้
นอกจากนี้ งานศพของพ่อมีการสวดอภิธรรมเพียง 1 คืน ก่อนจะฌาปนกิจทันที โดยนายจ้างช่วยเหลือค่าใช้จ่ายงานศพเพียง 3,500 บาท หลังจากนั้นก็ไม่ได้ติดต่อมาอีก ขณะที่ค่าแรงที่พ่อยังค้างอยู่ก็ไม่ได้รับ ส่วนแม่และหลาน ๆ ยังถูกสั่งให้ออกจากแคมป์คนงาน ต้องย้ายไปอาศัยอยู่ที่อื่น ทำให้ครอบครัวได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก เนื่องจากพ่อเป็นเสาหลักของครอบครัว
ลูกชายผู้เสียชีวิตยังตั้งข้อสงสัยถึงขั้นตอนการช่วยเหลือว่า เหตุใดทั้งที่แม่กับตนพักอาศัยอยู่ใกล้จุดเกิดเหตุ แต่กลับไม่มีใครโทรศัพท์แจ้งให้ทราบ และหากพ่อถูกไฟฟ้าดูดจริง เหตุใดจึงไม่รีบแจ้งกู้ชีพหรือเร่งนำส่งโรงพยาบาลทันที แต่กลับต้องรอให้นายจ้างเดินทางมาถึงก่อน จึงดำเนินการนำตัวพ่อส่งโรงพยาบาล ซึ่งใช้เวลาเป็นชั่วโมง และอีกอย่างพ่อเป็นคนแข็งแรงมาก ไม่เชื่อว่าแค่ตกนั่งร้านมาจะเสียชีวิตทันทีได้
ทั้งนี้ ครอบครัวต้องการให้ตำรวจเข้าตรวจสอบและคลี่คลายข้อสงสัยเกี่ยวกับการเสียชีวิตของพ่ออย่างละเอียด พร้อมตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดภายในหมู่บ้าน เนื่องจากเชื่อว่าน่าจะมีหลักฐานบันทึกเหตุการณ์สำคัญไว้ เพื่อค้นหาสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริง และอยากให้นายจ้างเยียวยาให้มากกว่านี้ เพราะพ่อเสียชีวิตในขณะทำงาน
.jpg)


















2