ติดตามข่าวท้องถิ่น ร้องทุกข์ชาวบ้าน ข่าวอาชญากรรม ข่าวสังคม การเมือง บันเทิง กีฬา และคอลัมน์ วิเคราะห์เจาะลึก รายการพากินพาเที่ยว รับงานอีเวนท์ออกสื่อทุกชนิด สมัครเป็นสมาชิกส่งข่าว ร้องทุกข์ และร้องเรียนได้ที่ pooth.pnn@gmail.com *ห้ามมิให้ผู้สื่อข่าวใช้จรรยาบรรณไปในทางไม่ถูกต้อง (บรรณาธิการบริหาร)
พฤ วันพฤหัสที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
ดร.สาธิต ปรัชญาอริยะกุล เลขาธิการ และ ผู้อำนวยการสมาคมป้องกันการทารุณสัตว์แห่งประเทศไทย (TSPCA) ตอบข้อสงสัยเกี่ยวกับ พ.ร.บ. ป้องกันการทารุณสัตว์ฯ
(อ่านแล้ว 5110 ครั้ง)
Share on Google+

 

วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 กระแสข่าวที่เกี่ยวเนื่องกับสัตว์ในช่วงเดือนที่ผ่านมา  มีหลายข่าวที่ประชาชนให้ความสนใจ ติดตามเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะเกี่ยวกับการบังคับใช้พระราชบัญญัติป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ. 2557

วันนี้ผู้สื่อข่าวมาชวนคุยกับ ดร.สาธิต ปรัชญาอริยะกุล เลขาธิการ และผู้อำนวยการสมาคมป้องกันการทารุณสัตว์แห่งประเทศไทย (TSPCA) เริ่มต้นด้วย กรณี สุนัขไชเบียน “น้องมอลลี่”  ที่โดนราดน้ำมันแล้วเผาทั้งเป็น ส่วนตัวรู้สึกเศร้าสลดใจ กับสิ่งที่เกิดขึ้นมาก เพราะการใช้น้ำมันราดแล้วจุดไฟเผาให้ตายทั้งเป็น เป็นวิธีการที่ทารุณโหดร้ายมาก

แม้แต่คนถึงจะกระทำผิดเลวร้ายแค่ไหน โทษสูงสุดของกฎหมายคือการประหารชีวิต  วิธีการประหารชีวิต ก็ไม่ใช้วิธีที่ทารุณโหดร้าย

แน่นอนคนกับสัตว์อาจเทียบกันไม่ได้ เพราะคนเป็นผู้มีจิตใจสูงส่งและประเสริฐกว่าสัตว์ แยกแยะดีชั่วได้ ก็ควรมีวิธีการทางเลือกที่ดีกว่านี้  เช่น ถ้า สุนัขไปกัดไก่ หรือทำร้ายทรัพย์สิน ก็ควรมีวิธีการปัดป้อง ป้องกัน ตามสัดส่วน หรือหาวิธีการป้องกันตามมาตรการจากน้อยไปหาหนัก ก่อนเลือกวิธีการเผาสดทั้งเป็นแบบนี้ ซึ่งเป็นการสร้างความทุกข์ทรมานอย่างมากจนกว่าจะเสียชีวิต 

   ดังนั้นการใช้ไฟเผาสุนัขทั้งเป็นนี้ ส่วนตัวจึงมองว่าเป็นวิธีการกระทำที่เกินกว่าสมควร และเป็นการทารุณโหดร้ายกับสัตว์เกินสัดส่วนความจำเป็นที่จะป้องกันชีวิตและทรัพย์สิน

ซึ่งในกรณี สัตว์ไปสร้างความเดือดร้อนเสียหายให้กับผู้อื่น  เจ้าของสัตว์ ก็ย่อมต้องมีส่วนรับผิดชอบทั้งทางแพ่งและอาญาซึ่ง ก็มีกฎหมายอื่นรับรองคุ้มครองอยู่แล้ว 

กรณีช้างป่า “สีดอหูพับ”  ส่วนตัวมองว่า กระแสชุมนุม เรียกร้องก็ย่อมเป็นสิทธิในการแสดงออกและสามารถเป็นกระบอกเสียงที่เรียกร้องแทนสัตว์ได้ เป็นการสะท้อนปัญหาการบริหารจัดการเกี่ยวกับสัตว์ได้บางมิติ  แต่การชุมนุมเรียกร้องแต่ละครั้ง ต้องดูเนื้อหาสาระสำคัญ ขอบเขตของข้อเรียกร้อง และกรอบตามกฎหมายด้วย  การแก้ปัญหาความขัดแย้งคนกับช้างป่า  มีมิติหลายส่วนทับซ้อนกัน โดยเฉพาะในเรื่องความเดือดร้อนของประชาชนผู้ได้รับผลกระทบในพื้นที่ ความปลอดภัย สิทธิที่ดินและชุมชน และอื่นๆ นานัปการ ที่จะต้องพิจารณาร่วมด้วย

  สำหรับประเด็นการเรียกร้องและกล่าวโทษไปยัง พระราชบัญญัติป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ.2557  ว่าทำไมไม่ครอบคลุม บังคับไม่ได้กับกรณี การตายของสีดอ หูพับ ก็เพราะว่าสัตว์ป่า ช้างป่า ยังไม่เข้าข่ายความผิดพระตามพระราชบัญญัติป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ. 2557  อีกทั้งช้างป่าเป็นสัตว์ป่า ไม่ใช่สัตว์เลี้ยง รวมทั้งไม่ใช่สัตว์ที่อาศัยตามธรรมชาติที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด ทั้งนี้ สัตว์ป่าและช้างป่าก็มีกฎหมายสัตว์ป่าที่รับรองและคุ้มครองอยู่แล้ว การกระทำผิดต่อสัตว์ป่าย่อมมีโทษสูงมากกว่าอีกด้วย

ที่สำคัญ การตายของช้างป่า สีดอหูพับ ขณะนี้ยังไม่มีการพิสูจน์ สรุปผลข้อเท็จจริงอย่างเป็นทางการ เกี่ยวกับการตายของช้าง ว่าเกิดจากสาเหตุอะไรกันแน่ จากคณะกรรมการพิสูจน์ความผิดที่เกี่ยวข้อง

 ซึ่งส่วนตัวก็ได้แสดงเจตจำนงเรียกร้องร่วมกับองค์กรเครือข่าย ในแนวทางการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ไว้แล้วและจะติดตามผลสรุปการพิสูจน์ข้อเท็จจริงก่อน

 แน่นอนถ้าความตายของ สีดอหูพับ เกิดขึ้นเพราะความบกพร่องหรือความผิดพลาดของผู้ปฏิบัติงาน ก็ต้องดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมายกับผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป ซึ่งน่าจะเป็นผลดีกับทุกฝ่ายมากที่สุด

สำหรับข้อเรียกร้องขอให้มีการแก้ไข พระราชบัญญัติป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ. 2557 นั้น ซึ่งถ้าตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน เมื่อกฎหมายมีการประกาศใช้ ครบ 10 ปี ก็ต้องมีการประเมินผลสัมฤทธิ์ทางกฎหมายรวมถึงปัญหาอุปสรรคต่างๆ ในการบังคับใช้กฎหมาย

ส่วนตัวมองว่าการแก้ไขกฎหมายย่อมทำได้ แต่ต้องพิจารณาถึงสภาพบริบท ปัจจัยทางสังคมแวดล้อม และเนื้อหาสาระประเด็นที่จะขอแก้ไข  รวมทั้งควรจัดลำดับความสำคัญ ความเหมาะสม โอกาสของประเทศชาติบ้านเมือง  ว่าขณะนี้ การเมือง เศรษฐกิจ สังคม ปากท้องประชาชน ภัยคุกคามจากเพื่อนบ้าน อะไรน่าจะมีส่วนความสำคัญเร่งด่วนมากกว่า การแก้กฎหมายในขณะนี้

ซึ่งปัจจุบันกฎหมายที่มีผลบังคับใช้ ส่วนสำคัญที่สุดก็ขึ้นอยู่กับผู้ปฏิบัติ และวิธีการบังคับใช้กฎหมาย ในการอำนวยความยุติธรรมทั้งต่อคนและสัตว์น่าจะเป็นเจตนารมณ์ และคุณธรรมของกฎหมายฉบับนี้ที่แท้จริง  แต่อาจมีบางครั้งก็มีบุคคลพยายามตีความและใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือ ในการสร้างกระแสเพื่อผลประโยชน์บางประการก็มีมาแล้วในอดีต

ดังนั้น กฎหมายที่ดีต้องเอื้ออำนวยความยุติธรรม ทั้งต่อคนและสัตว์ในสัดส่วนที่สมดุลกัน และต้องสร้างความเมตตาธรรมให้เกิดขึ้นในสังคม  พร้อมกับสำนึกความรับผิดชอบของคนเลี้ยงสัตว์ ที่จะเลี้ยงสัตว์ของตนให้ดี มีสวัสดิภาพที่เหมาะสม และไม่ไปละเมิดและสร้างความเสียหายเดือดร้อนให้กับผู้อื่นด้วย สังคมจึงจะอยู่ร่วมกันได้อย่างปกติสุข และเป็นผลดีที่สุดสำหรับทุกฝ่าย ต่อไป

จ่าหมง-รายงาน

เศรษฐกิจในประเทศ